กลุ่มบริหารงานบุคคล

กลุ่มงานบริหารบุคคล สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 เบอร์ติดต่อ 036-247354 ต่อ 109


ใส่ความเห็น

ข่าวลงเว็บกลุ่มบุคคล

ข่าวลงเว็บกลุ่มบุคคล

 

การดำเนินการทางวินัย

 

วินัยข้าราชการหมายถึง กฎเกณฑ์ ระเบียบ แบบแผนความประพฤติที่กำหนดให้ข้าราชการยึดถือ

และพึงปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติ หากมีการฝ่าฝืน อาจถือได้ว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดทางวินัย ทั้งนี้          อาจกำหนดไว้ในกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรีหรือแบบธรรมเนียมของทางราชการก็ได้

ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่เสริมสร้างและพัฒนาให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัย

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๙๕                   ให้ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่เสริมสร้างและพัฒนาให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัย ป้องกันมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัย และดำเนินการทางวินัยแก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาซึ่งมีกรณีอันมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย

การเสริมสร้างและพัฒนาให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามีวินัย ให้กระทำโดยการปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี

การฝึกอบรม การสร้างขวัญและกำลังใจ การจูงใจ หรือการอื่นใดในอันที่จะเสริมสร้างและพัฒนาเจตคติ จิตสำนึก

และพฤติกรรมของผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาให้เป็นไปในทางที่มีวินัย

การป้องกันมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากระทำผิดวินัยให้กระทำโดยการเอาใจใส่ สังเกตการณ์ และขจัดเหตุ

ที่อาจก่อให้เกิดการกระทำผิดวินัยในเรื่องอันอยู่ในวิสัยที่จะดำเนินการป้องกันตามควรแก่กรณีได้

เมื่อปรากฏกรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใดกระทำผิดวินัย

โดยมีพยานหลักฐานในเบื้องต้นอยู่แล้ว ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยทันที

เมื่อมีการกล่าวหาโดยปรากฏตัวผู้กล่าวหาหรือกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการครูและบุคลากร

ทางการศึกษาผู้ใดกระทำผิดวินัยโดยยังไม่มีพยานหลักฐานให้ผู้บังคับบัญชารีบดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณา

ในเบื้องต้นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยหรือไม่ ถ้าเห็นว่ากรณีไม่มีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย จึงจะยุติเรื่องได้ ถ้าเห็นว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยก็ให้ดำเนินการทางวินัยทันที

การดำเนินการทางวินัยแก่ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาซึ่งมีกรณีอันมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย

ให้ดำเนินการตามที่บัญญัติไว้ในหมวด ๗

ผู้บังคับบัญชาผู้ใดละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรานี้และตามหมวด ๗ หรือมีพฤติกรรมปกป้อง

ช่วยเหลือเพื่อมิให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชาถูกลงโทษทางวินัย หรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวโดยไม่สุจริต ให้ถือว่าผู้นั้น

กระทำผิดวินัย

 

ขั้นตอนการดำเนินการทางวินัย

๑. การร้องเรียนกล่าวหาหรือกล่าวโทษ

๒. การสืบสวนหาข้อเท็จจริง

๓. การสอบสวนทางวินัย

๔. การรายงานผลการสอบสวนของคณะกรรมการ

๕. การออกคำสั่งลงโทษทางวินัย

๖. การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษ

๗. การรายงานการดำเนินการทางวินัย

 

๑.   การสืบสวน

           การสืบสวน หมายถึง การสืบหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในเบื้องต้น   เพื่อพิจารณาว่ากรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยหรือไม่

การสืบสวนนี้ผู้บังคับบัญชาจะดำเนินการเอง หรือมอบหมายให้ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา หรือแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนให้ดำเนินการสืบสวนแทนก็ได้ และการสืบสวนนี้ควรรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในเบื้องต้นเป็นสำนวนการสืบสวนเพื่อประโยชน์ในการดำเนินการต่อไปด้วย

 

การพิจารณาผลการสืบสวน

เมื่อการสืบสวนแล้วเสร็จ ผู้บังคับบัญชาจะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานในเบื้องต้นตามสำนวนการสืบสวนว่า กรณีที่มีการกล่าวหาหรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่าข้าราชการผู้ใดกระทำผิดวินัยนั้น กรณีมีมูลที่ผู้บังคับบัญชาควรกล่าวหาว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยหรือไม่ ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาเห็นว่า ตามทางสืบสวนไม่มีพยานหลักฐานหรือพยานหลักฐานเท่าที่มียังไม่มีมูลเพียงพอที่จะกล่าวหาว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยก็ให้ยุติเรื่องได้ หรือถ้าเห็นว่ากรณียังมีช่องทางที่จะสืบสวนหาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติม จะดำเนินการหรือสั่งการให้ดำเนินการสืบสวนเพิ่มเติมเสียก่อนก็ได้   ในกรณีที่เห็นว่าพยานหลักฐานเท่าที่มีเพียงพอแสดงให้เห็นว่า กรณีมีมูล   ที่ควรกล่าวหาว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยก็ให้ผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยต่อไป

 

การสอบสวนวินัยข้าราชการ

วินัยอย่างร้ายแรงและวินัยไม่ร้ายแรง

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ มีบทบัญญัติเกี่ยวกับ

ความผิดวินัยไว้ในมาตรา ๘๒ ถึง ๙๗    โดยแยกลักษณะความผิดออกเป็น ๒ ประเภท คือ ความผิดทางวินัย                   อย่างร้ายแรง และความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง

ความผิดวินัยไม่ร้ายแรง ได้แก่ การกระทำความผิด ซึ่งบัญญัติไว้ในวรรคหนึ่ง ของแต่ละมาตรา ดังนี้

 

มาตรา ๘๓ ไม่สนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

มาตรา ๘๔ วรรคหนึ่ง ไม่ปฏิบัติหน้าที่ราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและเที่ยงธรรม

มาตรา ๘๔ วรรคสอง อาศัยอำนาจหน้าที่ราชการของตนหาประโยชน์

มาตรา ๘๕ ไม่ปฏิบัติราชการให้เป็นไปตามกฎหมายระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี

และนโยบายของรัฐบาล

มาตรา ๘๖ ขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาซึ่งสั่งในหน้าที่ราชการ

มาตรา ๘๗ ละทิ้งหน้าที่ราชการ

มาตรา ๘๘ ไม่สุภาพเรียบร้อยระหว่างข้าราชการด้วยกัน

มาตรา ๘๙ ไม่กลั่นแกล้งกล่าวหาหรือร้องเรียนผู้อื่นโดยปราศจากความเป็นจริง

มาตรา ๙๐ ไม่กระทำการหาผลประโยชน์

มาตรา ๙๑ ไม่คัดลอกหรือลอกเลียนผลงานทางวิชาการผู้อื่นโดยมิชอบ

มาตรา ๙๒ ไม่เป็นกรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท

มาตรา ๙๓ ไม่วางตัวเป็นกลางทางการเมือง

มาตรา ๙๔ ไม่รักษาชื่อเสียงและเกียรติศักดิ์ของตำแหน่งหน้าที่ราชการ

 

ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ได้แก่ การกระทำผิดวินัย ดังต่อไปนี้

. การกระทำที่เกิดความเสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง

มาตรา ๘๕ วรรคสอง จงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบของราชการ มติคณะรัฐมนตรี หรือนโยบาย

ของรัฐบาล เป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง

มาตรา ๘๖ วรรคสอง ขัดคำสั่งหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเป็นเหตุให้เสียหาย

แก่ทางราชการอย่างร้ายแรง

มาตรา ๘๗ วรรคสอง ละทิ้งหน้าที่ราชการเป็นเหตุให้เสียหายแก่ทางราชการอย่างร้ายแรง

 

. การกระทำที่กฎหมายบัญญัติว่าเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

มาตรา ๘๔ วรรคสาม ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ

มาตรา ๘๗ วรรคสอง ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อกันเกินกว่าสิบห้าวัน โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร

หรือจงใจไม่ปฏิบัติตามระเบียบของทางราชการ

มาตรา ๘๘ วรรคสอง กลั่นแกล้ง ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ ข่มเหงผู้เรียนหรือประชาชนผู้มาติดต่อราชการ           อย่างร้ายแรง

มาตรา ๘๙ วรรคสอง กลั่นแกล้งร้องเรียนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง

มาตรา ๙๐ วรรคสอง กระทำการซื้อขายให้ได้รับตำแหน่งหรือวิทยฐานะโดยไม่ชอบ

มาตรา ๙๑ วรรคสอง ร่วมดำเนินการคัดลอกหรือลอกเลียนผลงานผู้อื่นโดยมิชอบ

มาตรา ๙๓ วรรคสอง ทุจริตโดยการซื้อสิทธิหรือขายเสียงในการเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือการเลือกตั้งอื่น

มาตรา ๙๔ วรรคสองและวรรคสาม กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุก หรือประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง            เสพยาเสพติด ล่วงละเมิดผู้เรียน หรือนักศึกษา

การสอบสวนทางวินัยไม่ร้ายแรง

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๙๘ วรรคหนึ่ง

บัญญัติเป็นหลักการว่า “การดำเนินการทางวินัยแก่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งมีกรณีอันมีมูล

ที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยให้ผู้บังคับบัญชาแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน เพื่อดำเนินการสอบสวนให้ได้

ความจริงและความยุติธรรมโดยมิชักช้า และในการสอบสวนจะต้องแจ้งข้อกล่าวหา และสรุปพยานหลักฐาน

ที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ โดยระบุหรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้ เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหามีโอกาสชี้แจงและนำสืบแก้ข้อกล่าวหา”

เนื่องจากการสอบสวนทางวินัยตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

เป็นวิธีปฏิบัติราชการทางปกครองอย่างหนึ่ง ตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙

ดังนั้น การสอบสวนในกรณีที่กล่าวหาว่าข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาว่า กระทำผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง

จึงต้องให้หลักประกันความเป็นธรรมแก่ผู้ถูกกล่าวหาตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง โดยการแจ้ง

ข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ เพื่อให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง

และนำสืบแก้ข้อกล่าวหาทำนองเดียวกับการสอบสวนในกรณีกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงมีสาระสำคัญ

โดยสรุปคือ

๑. เรียกผู้ถูกกล่าวหามาแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาที่ปรากฏตามเรื่องที่กล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำการใด เมื่อใด อย่างไร พร้อมทั้งแจ้งให้ทราบด้วยว่าผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิที่จะได้รับแจ้งสรุปพยานหลักฐาน     ที่สนับสนุนข้อกล่าวหา และมีสิทธิที่จะให้ถ้อยคำหรือชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ตลอดจนอ้างพยานหลักฐานหรือนำพยานหลักฐานมาสืบแก้ข้อกล่าวหาได้ด้วย

๒. ถามผู้ถูกกล่าวหาในเบื้องต้นว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ อย่างไร

ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาให้ถ้อยคำรับสารภาพว่าได้กระทำการตามที่ถูกกล่าวหาให้ผู้สอบสวนแจ้งให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่าการกระทำตามที่ถูกกล่าวหานั้นเป็นความผิดวินัยกรณีใด อย่างไร หากผู้ถูกกล่าวหายังคงยืนยันตามที่รับสารภาพ ให้บันทึกถ้อยคำรับสารภาพรวมทั้งเหตุผลในการรับสารภาพ (ถ้ามี) และสาเหตุแห่งการกระทำไว้ด้วยแล้วพิจารณาว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นความผิดวินัยกรณีใด ตามมาตราใด และควรได้รับโทษสถานใด

๓. ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหามิได้ให้ถ้อยคำรับสารภาพ ให้ผู้สอบสวนดำเนินการสอบสวน เพื่อรวบรวม

พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาแล้วพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานใด สนับสนุนข้อกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหา

ได้กระทำการใด เมื่อใด อย่างไร และเป็นความผิดวินัยกรณีใด ตามมาตราใด หรือไม่อย่างไร แล้วเรียกผู้ถูกกล่าวหา

มาแจ้งข้อกล่าวหาอีกครั้ง โดยระบุข้อกล่าวหาที่ปรากฏตามพยานหลักฐานว่าเป็นความผิดวินัยกรณีใด ตามมาตราใด

และสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาเท่าที่มีให้ทราบ โดยระบุวัน เวลา สถานที่ และการกระทำที่มีลักษณะ

เป็นการสนับสนุนข้อกล่าวหาสำหรับพยานบุคคลจะระบุหรือไม่ระบุชื่อพยานก็ได้

๔. ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหาที่จะชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือหรือให้ถ้อยคำต่อผู้สอบสวนและนำสืบแก้ข้อกล่าวหาโดยผู้ถูกกล่าวหาจะนำพยานหลักฐานมาเองหรือจะอ้างพยานหลักฐาน ขอให้ผู้สอบสวนเรียกมาก็ได้

 

 

๕. พิจารณาเปรียบเทียบพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหากับพยานที่หักล้างข้อกล่าวหา และวินิจฉัย                 ลงความเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยหรือไม่ อย่างไร ถ้าผิดเป็นความผิดวินัยกรณีใด ตามมาตราใด

และควรได้รับโทษสถานใด แล้วทำรายงานการสอบสวน

๖. ในกรณีที่ผู้บังคับบัญชาสอบสวนเองหรือพิจารณารายงานการสอบสวนรวมทั้งสำนวนการสอบสวนแล้วเห็นว่า     ผู้ถูกกล่าวหามิได้กระทำผิดวินัย หรือการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาไม่เป็นความผิดวินัย ก็ให้สั่งยุติเรื่อง แต่ถ้าเห็นว่า   ผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำผิดวินัยไม่ร้ายแรง และอยู่ในอำนาจของตนที่จะลงโทษได้ ก็ให้สั่งลงโทษตามอำนาจหน้าที่ตามควรแก่กรณีให้เหมาะสมกับความผิด ในกรณีกระทำผิดวินัยเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ จะงดโทษโดย     ให้ทำทัณฑ์บนเป็นหนังสือหรือว่ากล่าวตักเตือนก็ได้

 

 

การสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ มาตรา ๙๘ วรรคสอง

บัญญัติว่า การสอบสวนกรณีที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๕๓ เป็นผู้สั่งแต่งตั้ง

คณะกรรมการสอบสวน และต้องมีกรณีอันมีมูลว่ากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงเท่านั้น เว้นแต่กรณีที่ข้าราชการครู

และบุคลากรทางการศึกษากระทำผิดวินัยร่วมกัน และในจำนวนผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าว ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๕๓

ของผู้ถูกกล่าวหาผู้หนึ่งผู้ใดเป็นผู้บังคับบัญชาที่มีลำดับชั้นสูงกว่าผู้มีอำนาจตามมาตรา ๕๓ ของผู้ถูกกล่าวหารายอื่น

ก็ให้ผู้บังคับบัญชาในลำดับชั้นสูงกว่าดังกล่าวเป็นผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด

ในกรณีที่ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาต่างหน่วยงานการศึกษาหรือต่างเขตพื้นที่

การศึกษากระทำผิดวินัยร่วมกัน ให้ผู้มีอำนาจตามมาตรา ๕๓ ของผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายประสานการดำเนินการ

ร่วมกันในการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน   ในกรณีที่มีปัญหาหรือความเห็นขัดแย้งในการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามวรรคสาม ถ้าในระหว่างผู้มีอำนาจตามมาตรา ๕๓ ในเขตพื้นที่การศึกษาเดียวกันให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษานั้นเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ถ้าในระหว่างผู้มีอำนาจตามมาตรา ๕๓ ต่างเขตพื้นที่การศึกษาให้เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด ในกรณีต่างส่วนราชการให้รัฐมนตรีเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด รวมทั้งในกรณีที่มีเหตุผลและความจำเป็นเพื่อรักษาประโยชน์ของทางราชการหรือจะทำให้การสอบสวนนั้นเสร็จไปโดยเร็วและยุติธรรมก็ให้ผู้มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดดังกล่าว มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนขึ้นสอบสวนแทนได้ นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลหรือรัฐมนตรีเจ้าสังกัด มีอำนาจแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามวรรคสองได้   หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการสอบสวนพิจารณาให้เป็นไป       ตามที่กำหนดในกฎ ก.ค.ศ.   ในกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้งตามที่กำหนดในกฎ ก.ค.ศ.จะดำเนินการทางวินัย       โดยไม่สอบสวนก็ได้

 

 

 

 

หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการสอบสวน

มาตรา ๙๘ วรรคสุดท้าย แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗      บัญญัติว่าหลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการสอบสวนพิจารณาให้เป็นไปตามที่กำหนดในกฎ ก.ค.ศ.

ปัจจุบัน ก.ค.ศ.ได้วางหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการสอบสวนวินัยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาไว้ ตามกฎ ก.ค.ศ.

ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๐     เป็นต้นไปโดยมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้

 

๑. คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนจะต้องระบุว่าเป็นคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยไม่ร้ายแรงหรือวินัยอย่างร้ายแรง กฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๓

๒. การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยให้แต่งตั้งข้าราชการครูหรือบุคลากรทางการศึกษา

หรือข้าราชการฝ่ายพลเรือนจำนวนอย่างน้อย ๓ คน เป็นกรรมการ การแต่งตั้งข้าราชการประเภทอื่น ซึ่งไม่ใช่ข้าราชการครูหรือบุคลากรทางการศึกษาหรือข้าราชการฝ่ายพลเรือนเป็นกรรมการสอบสวนหรือคณะกรรมการสอบสวนมีจำนวนน้อยกว่าสามคน เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การสอบสวนจะเสียไปทั้งหมด ตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๔๓ หากมีคำสั่งลงโทษทางวินัย คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งต้องดำเนินการเพื่อมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนใหม่ และคณะกรรมการต้องดำเนินการสอบสวนใหม่ทั้งหมดอีกครั้งหนึ่ง

๓. คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยไม่ร้ายแรงต้องระบุชื่อ ตำแหน่ง หรือตำแหน่งและวิทยฐานะ                      ของผู้ถูกกล่าวหา และของคณะกรรมการสอบสวนตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๔ โดยมีสาระสำคัญของคำสั่ง

ตามแบบ สว.๑ ที่ ก.ค.ศ.กำหนด

๔. ให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือภายในสามวันทำการนับแต่วันที่มีคำสั่งไปให้                       ผู้ถูกกล่าวหาลงลายมือชื่อรับทราบไว้เป็นหลักฐานในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ยอมรับทราบคำสั่งหรือไม่อาจ

แจ้งคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ให้จัดส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ และส่งคำสั่งให้คณะกรรมการสอบสวน         ทราบด้วย ตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๕

๕. ประธานกรรมการสอบสวนต้องดำเนินการประชุมคณะกรรมการสอบสวน เพื่อพิจารณาวางแนวทาง

การสอบสวนตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๑๖ การประชุมต้องมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน

กรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์ประชุม การนัดประชุมและการลงมติให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๑๗

๖. เมื่อคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาวางแนวทางการสอบสวนตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๑๖ แล้วให้คณะกรรมการสอบสวนเรียกผู้ถูกกล่าวหามาเพื่อแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบว่าผู้ถูกกล่าวหาได้

กระทำการใด เมื่อใด อย่างไร และจัดทำบันทึกการแจ้งและรับทราบข้อกล่าวหาตามแบบ สว.๒ จำนวนสองฉบับ

ตามที่กำหนดไว้ในกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๒๓

 

 

๗. คณะกรรมการสอบสวนมีหน้าที่ต้องแจ้งสิทธิและหน้าที่ให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ ตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๑๘

ดังนี้

(๑) สิทธิคัดค้านผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการสอบสวนตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๘

(๒) สิทธิในการคัดค้านผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๙

(๓) สิทธิได้ทราบข้อเท็จจริง และโต้แย้งแสดงพยานหลักฐานของตนได้ ตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๑๐

(๔) กรณีการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงต้องแจ้งสิทธิการนำทนายความหรือที่ปรึกษาเข้าร่วมฟังการสอบสวนตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๑๑ ด้วย

๘. คณะกรรมการสอบสวนมีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ถูกกล่าวหา ตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๑๕ และต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวมีโอกาสทราบข้อเท็จจริง และโต้แย้งแสดงพยานหลักฐาน             ของตนได้ ตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๑๐

การสอบปากคำผู้ถูกกล่าวหาและพยานต้องมีกรรมการสอบสวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน

กรรมการสอบสวนทั้งหมด จึงจะสอบสวนได้ตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๒๗ มิฉะนั้นการสอบสวนของคณะกรรมการ เฉพาะส่วนที่ไม่ชอบจะเสียไป ให้ผู้สั่งตั้งกรรมการสอบสวนสั่งให้คณะกรรมการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาและพยานดังกล่าวใหม่ตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๔๔ วรรคสอง

๙. การดำเนินการสอบสวน

(๑) ก่อนเริ่มสอบปากคำพยานให้คณะกรรมการสอบสวนแจ้งว่ากรรมการสอบสวนมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาตามกฎ ก.ค.ศ.ข้อ ๒๘

(๒) ห้ามกรรมการสอบสวนกระทำหรือจัดให้กระทำการใด ๆ ซึ่งเป็นการให้คำมั่นสัญญา ขู่เข็ญ หลอกลวง เพื่อจูงใจให้ผู้ถูกกล่าวหาและพยานให้ถ้อยคำตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๒๙

(๓) การสอบสวนให้เรียกผู้จะถูกสอบปากคำเข้ามาสอบสวนคราวละหนึ่งคน และห้ามบุคคลอื่นอยู่ในที่สอบสวน ตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๓๐

การดำเนินการสอบสวนที่ไม่เป็นไปตามข้อ ๒๘ ข้อ ๒๙ และข้อ ๓๐ ดังกล่าวข้างต้น

การสอบสวนของคณะกรรมการจะเสียไปเฉพาะส่วนที่ไม่ถูกต้อง และให้ผู้สั่งตั้งกรรมการสอบสวนสั่งให้

คณะกรรมการสอบสวนผู้ถูกกล่าวหาและพยานดังกล่าวใหม่ตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๔๔ วรรคสอง

๑๐. คณะกรรมการสอบสวนต้องดำเนินการประชุมเพื่อพิจารณาว่ามีพยานหลักฐานใดสนับสนุนข้อกล่าวหา         หากเห็นว่าเป็นความผิดวินัยให้เรียกผู้ถูกกล่าวหามาแจ้งข้อกล่าวหา และสรุปพยานหลักฐาน โดยใช้

แบบ สว.๓ จำนวนสองฉบับ มอบให้ผู้ถูกกล่าวหาหนึ่งฉบับ และเก็บไว้ในสำนวนหนึ่งฉบับ ตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๒๔

การประชุมตามวรรคหนึ่งต้องมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไม่น้อยกว่าสามคน

และไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด ตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๑๗ มิฉะนั้น การประชุม

ของคณะกรรมการจะเสียไปให้ผู้สั่งตั้งกรรมการสอบสวนสั่งให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการประชุมและ                   มีมติให้ถูกต้องใหม่ตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๔๔ วรรคสอง

หากผู้ถูกกล่าวหาไม่ลงลายมือชื่อรับทราบหรือไม่มารับทราบข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุน         ข้อกล่าวหา ให้คณะกรรมการจัดทำแบบบันทึก สว.๓ จำนวนสามฉบับเก็บไว้ในสำนวนหนึ่งฉบับ

และส่งให้แก่ผู้ถูกกล่าวทางไปรษณีย์ตอบรับจำนวนสองฉบับตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๒๔ วรรคหก

ในกรณีคณะกรรมการสอบสวนไม่เรียกผู้ถูกกล่าวหามาแจ้งข้อกล่าวหา และสรุปพยานหลักฐาน

ที่สนับสนุนข้อกล่าวหาไม่จัดส่งบันทึก สว.๓ ทางไปรษณีย์ตอบรับ ตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๒๔ วรรคหก ให้ผู้สั่ง           ตั้งกรรมการสอบสวนสั่งให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๔๕

การสอบสวนถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหาให้ใช้แบบบันทึกถ้อยคำของผู้ถูกกล่าวหา แบบ สว.๔

และการสอบสวนพยานของฝ่ายกล่าวหา และพยานของฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาให้ใช้แบบบันทึกถ้อยคำของพยาน          แบบ สว.๕ ตามที่ ก.ค.ศ.กำหนด

๑๑. การสอบสวนทางวินัยไม่ร้ายแรงคณะกรรมการต้องดำเนินการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่ประธานกรรมการได้รับทราบคำสั่ง โดยต้องดำเนินการสอบสวนตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๒๐                   (๑)-(๕) กล่าวคือ

(๑) การประชุมเพื่อพิจารณาวางแนวทางการสอบสวน ตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๑๖ การแจ้งและอธิบายข้อกล่าวหาให้                          ผู้ถูกกล่าวหาทราบ ตาม กฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๒๓

(๒) การรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กล่าวหาตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๑๕

(๓) การแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหาตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๒๔

(๔) การรวบรวมพยานหลักฐานที่ผู้ถูกกล่าวหาอ้าง ตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๒๔

(๕) การประชุมพิจารณาลงมติและทำรายงานการสอบสวนเสนอผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ

สอบสวนตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๓๘

หากไม่สามารถดำเนินการได้แล้วเสร็จภายใน ๙๐ วัน ให้รายงานเหตุต่อผู้สั่งตั้งกรรมการสอบสวนและขอขยายเวลาการสอบสวนออกไปได้ตามความจำเป็นแต่ไม่เกินสามสิบวัน ตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๒๑ วรรคสอง

๑๒. คณะกรรมการสอบสวนต้องประชุมเพื่อพิจารณาลงมติว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยกรณีใด มาตราใด และสมควรได้รับโทษสถานใด ตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๓๘

การประชุมพิจารณาลงมติตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๓๘ ต้องมีกรรมการสอบสวนมาประชุมไม่น้อยกว่าสามคนและ                       ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการสอบสวนทั้งหมด ตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๑๗ มิฉะนั้นการประชุม

ของคณะกรรมการจะเสียไป ให้ผู้สั่งตั้งกรรมการสอบสวนสั่งให้คณะกรรมการสอบสวนดำเนินการประชุม

พิจารณาลงมติใหม่ตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๔๖

การพิจารณาพยานหลักฐานว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยหรือไม่ อย่างไร ให้พิจารณาจากพยานหลักฐาน

ในสำนวนการสอบสวน และต้องเป็นพยานหลักฐานที่ได้แจ้งสรุปให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบ ตามกฎ ก.ค.ศ.

ข้อ ๒๔ แล้วเท่านั้น กฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๔๒

๑๓. ให้คณะกรรมการสอบสวนทำรายงานการสอบสวนซึ่งมีสาระสำคัญ ตามแบบ สว.๖ ตามกฎ ก.ค.ศ.

ข้อ ๓๙

๑๔. เมื่อได้รับรายงานการสอบสวนแล้วให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาความถูกต้อง

ของสำนวนการสอบสวนตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๔๓ ข้อ ๔๔ ข้อ ๔๕ และข้อ ๔๖

(๑) หากพิจารณาเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำความผิด หรือสมควรยุติเรื่อง หรือเป็นการกระทำ

ความผิดวินัยไม่ร้ายแรงให้พิจารณาสั่งการตามที่เห็นสมควรโดยเร็ว แต่ต้องไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันที่ได้รับ รายงานการสอบสวนตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๔๐(๑)

(๒) หากพิจารณาเห็นว่าการกระทำของผู้ถูกกล่าวหาเป็นการหย่อนความสามารถในอันที่จะปฏิบัติหน้าที่ราชการ บกพร่องในหน้าที่ราชการหรือประพฤติตนไม่เหมาะสมกับหน้าที่ราชการ ตามมาตรา ๑๑๑ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ ให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนพิจารณาสำนวนการสอบสวนดังกล่าว หากเห็นว่ามีเหตุตามที่คณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นว่า ให้ผู้สั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนดำเนินการตามมาตรา ๑๑๑

(๓) ในกรณีที่คณะกรรมการสอบสวนมีความเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง สมควรลงโทษ       ปลดออกหรือไล่ออกซึ่งจะต้องส่งเรื่องให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา อ.ก.ค.ศ. ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง หรือ ก.ค.ศ.                        พิจารณาตามมาตรา ๑๐๐ วรรคสี่ (๑) หรือ (๒) หรือเป็นกรณีตามมาตรา ๑๑๒ ให้ผู้มีอำนาจตามมาตราดังกล่าวดำเนินการโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ ต้องไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันได้รับสำนวนการสอบสวน และให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา อ.ก.ค.ศ.ที่ ก.ค.ศ. ตั้ง หรือ ก.ค.ศ. แล้วแต่กรณี พิจารณาให้แล้วเสร็จและมีมติโดยเร็ว และให้ผู้มีอำนาจ               สั่งการตามมติภายในหกสิบวันนับแต่วันที่มีมติดังกล่าว ตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๔๐(๒) และข้อ ๔๐(๓)

๑๕. การพิจารณาพยานหลักฐานว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยหรือไม่ อย่างไร ให้พิจารณาจากพยานหลักฐาน                       ในสำนวนการสอบสวน และต้องเป็นพยานหลักฐานที่ได้แจ้งสรุปให้ผู้ถูกกล่าวหาทราบแล้วเท่านั้น                                              ตามกฎ ก.ค.ศ. ข้อ ๔๒

                 การรายงานการดำเนินการทางวินัยในสถานศึกษา เมื่อผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการทางวินัยแก่                       ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาผู้ใด ให้รายงานไปยังผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อพิจารณา                     โดยจัดส่งเอกสารต้นฉบับที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนทั้งหมดไปด้วย

 

…………………………………………………………………

ที่มา พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๗ , กฎ ก.ค.ศ.ว่าด้วยการสอบสวนพิจารณา พ.ศ. ๒๕๕๐ , คู่มือผู้บริหารสถานศึกษา (การดำเนินการทางวินัย)   โดยนายสมนึก ผดุงจันทร์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพัฒนาระบบการจัดการ สำนักอำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา